นับวันรอเจอแวมไพร์หนุ่มกับหมาป่าสุดหล่อ 16-11-2012 โยว่ ว วๆ!!

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

                                                                  

โพเมอร์ราเนียน Pomeranian

โพเมอร์ราเนียน มีชีวิตระหว่าง 10-12 ปี

มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.8-2 กก. 

โพเมอร์ราเนียนเป็นสมาชิกซึ่งสร้างความเพลิดเพลินให้กับครอบครัว เพราะความขี้อ้อนและชาญฉลาด พันธุ์นี้ยังมีความเป็น สปิตซ์ อยู่จึงมีความภักดี คอยปกป้องคนซึ่งเป็นครอบครัวของเขามาตลอด ความที่เป็นสุนัขขนาดเล็กธรรมชาติจึงชดเชยด้วยความเฉลียวฉลาดและมีพลังงานอย่างไม่น่าเชื่อ โพเมอร์ราเนียน กระหายที่จะเรียนรู้และฝึกให้เชื่อฟัง คำสั่งได้ดีเยี่ยม 

แม้โพเมอร์ราเนียน จะมีขนสองชั้น แต่การดูแลเอาใจใส่จะไม่ยุ่งยากมากเท่ากับพันธุ์อื่นๆที่มีขนลักษณะเดียวกัน แต่กระนั้นก็ยังต้องการ การดูแลเรื่องขนเป็นประจำเช่นกัน ควรดูแลเรื่องขน ตั้งแต่เขายังเป็นลูกสุนัขเพื่อให้เขาคุ้นเคย และเกิด ความเพลิดเพลิน ควรเลือกใช้แปรงขนแข็งที่มีคุณภาพที่ดี เพราะจะทำให้ขนเขาสวย การลูบขนย้อนจากหางไปหาหัวจะช่วยยกขนที่ทึบให้พองขึ้น พันธุ์นี้ไม่ต้องการการออกกำลังกายมากนัก และวิ่งเล่นในสวนหรือเดินระยะสั้นๆ ก็พอเพียงที่จะทำให้ ปอม ของคุณมีสุขภาพดีได้ 

เมื่อคุณตัดสินใจเลี้ยง โพเมอร์ราเนียน เขาจะเป็นสมาชิกของครอบครัวคุณไปอีกหลายปี ดังนั้นควรเอาใจใส่ดูแลเขาเป็นอย่างด หากเป็นสุนัขที่คุณตัดสินใจเลือกแล้ว


ที่มา: http://www.thaidog.info

แน่ใจนะว่า หมา ไม่ใช่ หมู 555



                                                       

ดัชชุนด์ Dachshund Smooth



ความสูง: 13 - 15 ซม. น้ำหนัก: หนักได้ถึง 5 กก. 

ไม่ว่าจะเป็นเป็นสายพันธุ์มาตรฐานหรือมินิเอเจอร์ ก็ถือว่าเป็นสุนัขพันธุ์เล็กที่เลี้ยงในบ้านและมีเอกลักษณ์เหมือนกัน เป็นสุนัขตัวเล็กที่ดูน่าขบขัน ควรมีพื้นที่มากหน่อยเพื่อให้เขาออกกำลังกายและวิ่งเล่นไม่ว่าจะเป็นในบ้านหรือในสวน

เป็นความคิดที่ดีที่จะให้ ดัชชุนด์ อยู่ห่างที่สูงหรือเฟอร์นิเจอร์จนกว่าพวกเขาจะโตเต็มที่ และควรระวังไม่ให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณหลังสุนัขเพราะเป็นสุนัขที่มีลำตัวยาว ควรใส่ใจในการควบคุมอาหารเพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขเจริญเติบโตอย่างที่ควรจะเป็นและไม่ให้พวกเขามีน้ำหนักเกิน


ที่มา: http://www.thaidog.info

น่ารักอ๊ะ

                                                                   

มอลทีส Maltese


มอลทีส มีอายุเฉลี่ย ระหว่าง 12-16 ปี. มีขนาด25.5 ซม.

มอลทีส ไม่ใช่สุนัขที่เลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน แม้ว่าจริงๆแล้ว เขาก็เฝ้าบ้านได้ดีและก็สามารถฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งได้ดีเช่นกัน มอลทีส เป็นสุนัขที่มีความรักให้กับคุณอย่างมากมาย ทำให้คุณชื่นใจทุกครั้งด้วยการคอยต้อนรับคุณที่ประตูเป็นสุนัขที่ฉลาดและชอบให้เอาใจ

มอลทีส จัดอยู่ในกลุ่มสุนัขที่เลี้ยงไว้เป็นเพื่อน ถึงแม้เขาจะเพลิดเพลินกัยการวิ่งเล่นในสวนหลังบ้านแต่พวกเขาชอบอยู่ในบ้านซึ่งจะได้ใกล้ชิดกับเรามากกว่า แต่ถ้าเลี้ยงเขาในแฟล็ตหรือคอนโด ก็ควรจะจูง เขาไปเดินเล่นข้างนอกบ้างมอลทีส เป็นสุนัขประกวดที่สวยงาม แต่ถ้าเลี้ยงไว้ เป็นเพื่อน ก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยขนไว้ให้ยาวเต็มที่ เพียงแค่คอยเล็มแต่งขนเขาเพื่อให้ดูแลรักษาง่ายๆ แต่เราต้องแปรงขนเป็นประจำ เพื่อไม่ให้ขนพันกัน อาบน้ำให้เขาสัปดาห์ละครั้ง พร้อมทั้งเป่าขนให้แห้ง เสมอ อุปกรณ์สำคัญสำหรับสุนัขพันธุ์นี้ได้แก่ แปรงสำหรับแปรงขนดีๆ หวีซี่เล็ก กรรไกรสำหรับ แต่งขนบริเวณใต้ฝ่าเท้า รวมทั้งกรรไกร ตัดเล็บสุนัข และกรดบอริคเพื่อเช็ดรอยคราบน้ำตาและควรปล่อยให้หน้าที่การดูแลเรื่องขนของมอลทีส เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ สุนัขอาจจู้จี้เรื่องกินบ้าง ดังนั้นถ้าคุณไม่ต้องการมีปัญหาในภายหลัง ควรเริ่มต้นอย่างถูกต้องโดย ปรึกษาผู้เพาะพันธุ์ว่าสุนัขตัวนั้นชอบหรือไม่ชอบ อาหารประเภทไหน 

แม้จะจัดสุนัขพันธุ์นี้อยู่ในกลุ่มทอย มัลทีส ก็ยังต้องการการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลเรื่องการให้อาหารอย่างเหมาะสมเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่อ้วนเกินไป



http://www.thaidog.info
                                                                                                มะหมาสี่ขาครับ ^^

 
สุนัข
สุนัขที่อายุยืนที่สุดในโลก
ได้แก่สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์(Labrador Retriever) เป็นสุนัขเก็บนกขนสีดำชื่อ แอ็ดจูแตนท์ (ADJUTANT) เกิดเมื่อ 14 สิงหาคม ค.ศ.1936 และตายเมื่อ 20 พฤศจิกายน ค.ศ.1963 อายุรวม 27 ปี 3 เดือน เจ้าของคือ Jame Hocks มีหน้าที่ดูแลสุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ อยู่บีเอสเตทใกล้กับบอลิตันลินคอล์นไซร์ ในประเทศอังกฤษ 

สุนัขที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
ได้แก่สุนัขพันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด (Saint Bernard) ที่มีชื่อ Schwarz Wald Hot Duke เจ้าของ ชื่อ Dr.A.M. Brunner แห่งโอโดโนโมว๊อค รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา Duke เกิดเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ.1964 และในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.1967 หรืออายุได้ 2 ปี 7 เดือน นั้นมีน้ำหนักตัวถึง 295 ปอนด์ (2.2 ปอนด์ต่อ 1 กก.)และเจ้า Duke ได้เสียชีวิตเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1967 รวมอายุตั้งแต่เกิดจนตาย ได้เพียง 2 ปีกับ 9 เดือน

สุนัขที่มีความสูงที่สุดในโลก
ได้แก่สุนัขพันธุ์ไอริช วูลฟ์ฮาวน์ด (Irish Wolf Hound)ที่มีนามว่า บรอดบรอดจ์ ไมเคิล (Brodbridge Michael) เจ้าของคือนางแมรี่ เบย์นอน แห่ง เค้นท์ ประเทศอังกฤษ เจ้า Brodbridge Michael เกิดเมื่อปี ค.ศ.1929 มันมีความสูง(เมื่อยืนจาก ปลายเท้าถึงไหล่) วัดได้สูงถึง 39.5 นิ้ว 

สุนัขที่มีขนาดเล็กที่สุด
ได้แก่ สุนัขพันธุ์ชิวาวา หรือที่เรียกว่า ชิฮัวฮัว เป็นพันธุ์โปรดของคุณ ปาน บุญนาค นักนิยมสุนัขพันธุ์นี้ซึ่งใคร ๆ สามารถพบคุณปานกับเจ้าชิวาวาของแกได้ทุกสนาม ประกวดสุนัข แต่ใน Guiness Book of World Recod ไม่ได้ระบุว่าเจ้าของคือใคร แต่เป็นสุนัข พันธุ์นี้ โดยทั่วไปเจ้าชิวาวามีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยเพียง 2-4 ปอนด์ หรือบางตัวมีน้ำหนักตัวแค่ 16 ออนซ์เท่านั้น (โตเต็มที่แล้วนะ) 

สุนัขที่มีฝีเท้าเร็วที่สุดในโลก 
ได้แก่ สุนัขพันธุ์ซาลูกิ หรือที่มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าพันธุ์ อาราเบียน กาเชล ฮาวน์ด (Arabinan Gazelle Hound) หรือ Persian Greyhound มันเคยวิ่งได้43 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่อย่างไรก็ตามจากการทดลองที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปรากฏว่ามันวิ่งได้เร็วไม่เท่าสุนัขพันธุ์ Greyhound ในปัจจุบัน ซึ่งมีฝีเท้าจัดวิ่งได้แค่ 41.25 ไมล์ต่อชั่วโมง 

สุนัขพันธ์ที่หายากที่สุดในโลก 
ได้แก่ สุนัขพันธุ์โลเชน หรือที่เรียกว่า สุนัขสิงโต ในปี ค.ศ.1969 นั้น พบว่ามีอยู่เพียง 40 ตัวเท่านั้น คือในประเทศเยอรมัน 32 ตัว ในเบลเยี่ยมและเกาะอังกฤษ ประเทศละ 4 ตัว เป็นพันธุ์ที่ชนชั้นสุงในยุโรปภาคใต้เลี้ยงไว้อุ้มเล่น ในระหว่างคริสศตวรรษทึ 14-16 อันเป็นสมัยฟื้นฟูความรู้ของยุโรป 

สุนัขที่ครอกใหญ่ที่สุด 
ได้แก่ ลูกสุนัขพันธุ์ฟ็อกซ์ ฮาวน์ด (Fox hound)ที่แม่ชื่อ Leena (ลีนา) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธุ์ ค.ศ. 1955 เจ้าของคือ นาวาโท ดับบลิว เอ็น อีลีย์ (W.N.Ely)แห่งเมือง แอมเบเลอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย มีลูกถึง 23 ตัว และมีรายงานว่าพันธุ์ เซนต์ เบอร์นาร์ด ตัวหนึ่งก็เคยให้ลูกในครอกเดียว กันถึง 23 ตัว เช่นกัน

สุนัขพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดในโลก
ได้แก่ สุนัขลากเลื่อนที่ชื่อ ชาร์ลีย์ (Chaly) เจ้าของคือ Lary Klandinon ในการทดลอง ที่แองเคอร์ พ้อยท์ รัฐอลาสกา เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1961 เจ้าของ Chaly ได้ฉุดลากเลื่อนสัมภาระ หนักถึง 3,142 ปอนด์ได้สำเร็จ
"ทำไมต้องสวมแหวนนิ้วนางข้างซ้าย" 
ที่มาของการเลือกให้นิ้วนางข้างซ้าย เป็นนิ้วสำหรับแหวนแต่งงาน
ที่มาของการเลือกให้นิ้วนางข้างซ้าย เป็นนิ้วสำหรับแหวนแต่งงาน  เกิดขึ้นเพราะคนสมัยโบราณ เชื่อว่านิ้วนางข้างซ้ายนั้นเป็น  ที่ตั้งของเส้นเลือดแห่งความรัก  ทั้งนี้ก่อนที่วิทยาศาสตร์ จะทำให้มนุษย์ทราบระบบการทำงาน ของระบบไหลเวียนโลหิต  คนโบราณเชื่อว่าเส้นเลือดบนนิ้วนาง เชื่อมต่อไปยังหัวใจ  อันเป็นสัญลักษณ์ของความรัก  โดยความความเชื่อดังกล่าว  มีการอ้างว่าเป็นความเชื่อ ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรกรีกโบราณ  เมื่อประมาณ 3 ปี ก่อนคริสตกาล ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างมือและหัวใจ  จึงมีการตั้งชื่อเส้นเลือดดังกล่าวว่า  vena amori อันเป็นภาษาละติน  ซึ่งมีหมายความว่า "เส้นเลือดแห่งความรัก"  (vein of love) ตามความเชื่อดังกล่าว  ผู้คนจึงยอมรับให้สวมแหวนแต่งงาน บนนิ้วนางข้างซ้าย
และการสวมแหวนแต่งงานในนิ้วนาง ข้างซ้ายนี้เองเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า  คู่แต่งงานได้ประกาศมอบความรักนิรันดร ให้แก่กันและกัน  จนกลายเป็นประเพณีปฏิบัติกันมาในยุโรป จนถึงทุกวันนี้
ในสมัยกลางในยุโรป พิธีแต่งงานของชาวคริสต์ จะมีการสวมแหวนแต่งงานเรียงกันมาตั้งแต่  นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง ของมือข้างซ้าย  เพื่อแสดงถึงหลักตรีเอกานุภาพของศาสนา  อันได้แก่ พระบิดา พระบุตร และพระจิต  ก่อนที่ในเวลาต่อมา  คู่สมรสจะสวมเพียงนิ้วนางข้างซ้ายเพียงนิ้วเดียว
ในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่  แหวนแต่งงานจะสวมบนนิ้วนางข้างซ้าย  อย่างไรก็ตาม ในบางประเทศ เช่น เยอรมนี และชิลี  แหวนแต่งงานจะถูกใช้สวมบนนิ้วนางข้างขวาแทน  ชาวคริสต์นิกายออทอดอกซ์  พวกยุโรปตะวันออกและชาวยิว มีธรรมเนียมการสวมแหวนแต่งงานข้างขวาเช่นกัน  ขณะในเนเธอร์แลนด์ และกลุ่มชาวคริสต์นิกายคาทอลิก จะสวมแหวนแห่งความรักนี้บนนิ้วนางข้างซ้าย

การทดลองที่น่ามหัศจรรย์ ของที่มา ของการสวมแหวนแต่งงานที่ "นิ้วนาง"

ทดลองพิสูจน์ความมหัศจรรย์ด้วยตัวเอง  ลองแบมือ 2 ข้าง  ประกบเข้าหากัน (พนมมือ)  แล้วงอนิ้วกลางลงข้างใน  เอาหลังนิ้วกลาง ทั้ง 2 ข้างมาชนกัน ทีนี้...  นิ้วที่เหลือ ก็คือ โป้ง/ ชี้/ นาง/ก้อย  ให้เอาปลายนิ้วมาชนกัน  ลองปล่อยนิ้วที่เอาปลายชนกัน  ให้ออกจากกันทีละนิ้วโดยที่  “นิ้วกลาง” ยังคงงอแตะกันอยู่จะพบว่า...  นิ้วชี้ ก็ปล่อยจากกันได้  นิ้วโป้ง ก็ปล่อยจากกันได้  นิ้วก้อย ก็ปล่อยจากกันได้ อย่างสบายๆ
แต่... “นิ้วนาง” กลับปล่อยออกจากกันไม่ได้  นั่นเป็นเพราะ ...
นิ้วกลาง แทน ตัวเราเอง นิ้วโป้ง แทน พ่อแม่ ซึ่งวันหนึ่งท่านก็ต้องจากเราไป นิ้วชี้ แทน พี่น้อง ซึ่งเขาก็ต้องไปมีชีวิตของเขาเอง นิ้วก้อย แทน ลูก พอโตขึ้น ลูกก็ต้องไปมีชีวิตของตัวเอง  มีสังคม, ครอบครัว ของตัวเอง นิ้วนาง แทน "คู่ชีวิต" ...ทีนี้ก็เหลือแค่  "คู่ชีวิต" แล้วล่ะ ที่จะอยู่กับเราไปจนแก่



ขอขอบคุณข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตค่ะ (http://weddingmarriagelove.blogspot.com/2011/09/ring-finger-meaning.html)

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555


                                               การดูแลสุนัขตั้งครรภ์

ดูแลลูกสัตว์ทั้งในครรภ์และหลังคลอด
 หากจะบอกว่าการดูแลลูกสัตว์ต้องเริ่มตั้งแต่ยังอยู่ในท้องก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากลูกสัตว์ต้องการสารอาหารที่ถ่ายทอดมาจากของแม่โดยตรง ซึ่งจะดีหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับการเลือกอาหารรวมถึงวิธีการให้อาหารของผู้เลี้ยงเอง
        จวบจนถึงวันที่ลูกสุนัขและแมวได้ออกมาสูดอากาศ ลูกสุนัขและแมวก็เริ่มต้องการสารอาหารจากแม่ ก็คือน้ำนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สูงนั่นเอง สารอาหารและภูมิคุ้มกันต่างๆ ที่อยู่ในน้ำนม (โดยเฉพาะนมน้ำเหลือง) ซึ่งจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอาหารที่เราได้ให้เค้าตลอดช่วงตั้งท้องจนถึงช่วงให้นม ดังนั้นเราต้องให้อาหารที่มีพลังงาน โปรตีน วิตามิน แคลเซียม หรือแม้แต่ DHA  แก่แม่สัตว์อย่างเพียงพอ สารอาหารที่ยกตัวอย่างมานี้ล้วนมีความสำคัญตลอดช่วงตั้งท้องและให้นม ทั้งในด้านความแข็งแรง การเจริญเติบโต และพัฒนาการของลูกๆ โดยสามารถให้อาหารสูตรลูกสุนัขที่ย่อยและดูดซึมง่าย มีโปรตีนและแคลเซียมสูง รวมถึง DHA ที่ผ่านทางน้ำนมได้
 หลังจากลูกสัตว์อายุได้ประมาณ 6-8 สัปดาห์ก็ควรเริ่มให้อาหารเม็ดสำหรับลูกสุนัข โดยในช่วงแรกอาจให้อาหารปริมาณเล็กน้อยผสมลงในนมเพื่อปรับสภาวะของทางเดินอาหาร แล้วจึงค่อยๆ ลดการให้นมในที่สุด ซึ่งเจ้าของควรฝึกให้ลูกสุนัขชินกับอาหารเม็ดจะดีที่สุด เนื่องจากเป็นอาหารที่สะดวกในการให้และยังมีราคาถูกกว่าการให้อาหารชนิดกระป๋องที่มักมีราคาสูงและมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก อาหารกระป๋องจึงเหมาะสำหรับให้ในกรณีที่หัดให้สัตว์กินอาหารเม็ดโดยการคลุกผสมกับอาหารเม็ดเป็นต้น
            เมื่อลูกสัตว์มีอายุมากขึ้น เจ้าของควรลดมื้ออาหารลงโดยลูกสุนัขอาจลดมื้ออาหารลงเหลือ 1-2 มื้อ ในช่วงอายุ 9-12 เดือน และลูกแมวลดลงเหลือ 2-3 มื้อ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการให้อาหารเป็นเวลา เพราะจะช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติและยังขับถ่ายเป็นเวลาอีกด้วย
 ในกรณีที่แม่บางตัวไม่ค่อยดูแลลูก เจ้าของอาจต้องช่วยทั้งการให้นม เช็คตัวรวมถึงการกระตุ้น การขับถ่าย หากพบว่าลูกสัตว์ไม่ถ่ายหรือเราอยากหัดให้เค้าถ่ายเป็นที่เป็นทาง เราสามารถพาเค้าไปยังบริเวณที่จัดไว้ให้ แล้วใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นเช็ดกระตุ้นบริเวณก้น ซึ่งจะเหมือนกับการกระตุ้นจากแม่ของเค้านั่นเอง ข้อควรจำในการดูแลลูกสัตว์
  • หากมีการปรับเปลี่ยนอาหารต้องค่อยๆ เปลี่ยน ห้ามเปลี่ยนแบบกะทันหัน
  • ให้อาหารเป็นเวลา
  • มีน้ำสะอาดตลอดเวลาและควรเปลี่ยนน้ำอย่างน้อยวันละ 3 ครั้ง
  • ล้างชามอาหารและภาชนะใส่น้ำทุกครั้ง
  • อย่าให้อาหารครั้งละมากๆ จนเกินไป และห้ามให้อาหารของคนโดยเด็ดขาด
  • ช่วงที่อายุน้อยเป็นช่วงที่ฝึกได้ง่าย และเรียนรู้เร็วที่สุด
เลือกอาหารที่เหมาะกับอายุและขนาด รวมถึงอาหารที่มีคุณภาพดีเพื่อภูมิคุ้มกันและการเรียนรู้ของเค้า 
                 เอาใจคนรักน้องเหมียวนิดนึงค่ะ ^^


ปราบหมัดตัวร้าย ให้สิ้นซาก ...... เมี๊ยว

    ปัญหาที่ทำให้คนเลี้ยงสุนัขหรือแมว ปวดหัวสุดๆ ก็คงไม่พ้นปัญหา เห็บ หมัด กัน แน่นอนค่ะ  ช่วงนี้เป็นช่วงที่อุณหภูมิและความชื้นจะเหมาะสมมากในการฟักตัวจากไข่และเจริญเติมโตเป็นตัวอ่อนและกับขึ้นมาบนตัวสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราอีกทีปกติแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่ผู้เลี้ยงมักจะเรียกสลับกันระหว่างเห็บ กับหมัด เพราะเห็บที่ส่วนใหญ่อยู่บนตัวสุนัขจะมีทั้งเห็บตัวผู้ และเห็บตัวเมียที่อาจจะดูหน้าตาแตกต่างกัน แต่สรุปแล้วมันก็คือ เห็บทั้งคู่
                ตัวที่เหมือนลูกเกดที่พวกเราเรียกกันจะเป็นเห็บตัวเมียที่พร้อมจะวางไข่ต่อไป
เห็บกันหมัดต่างกันอย่างไร ?
                เราสามารถแยกความแตกต่าง ระหว่างเห็บกับหมัดได้ง่ายๆ ด้วยลักษณะการเคลื่อนไหวเมื่ออยู่บนตัวสัตว์ ดังนี้ค่ะ
·        เห็บมักอยู่บนตัวสุนัข พบน้อยในแมว
·        เห็บเกาะนิ่งอยู่กับที่เมื่ออยู่บนตัวสุนัข แต่หมัดจะเคลื่อนอย่างรวดเร็วกระโดดได้ ทำให้จับตัวได้ยาก
ตัวเต็มวัยของหมัดตัวเมียจะดูดเลือดและสามารถอยู่บนตัวสัตว์ได้เป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์โดยหมัดตัวเมีย 1 ตัวสามารถวางไข่ได้มากถึง 50 ฟองต่อวัน นานติดกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยหมัดตัวเมียจะวางไข่บนตัวแมวหลังจากนั้นไข่จะตกลงพื้น และฟักตัวในสภาพแวดล้อม การฟักตัวของหมัดขึ้นกับอุณหภูมิ และความชื้น ซึ่งประเทศไทยซึ่งเป็นเขตร้อนชื้นนั้น จัดเป็นภูมิอากาศที่เหมาะสมในการฟักตัวของหมัดอย่างมาก
                ดังนั้น ไข่หมัดมักจะใช้เวลาแค่เพียงไม่กี่วันในการฟักเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนของหมัดจะมีขนาดเล็กมาก มีลักษณะคล้ายตัวบุ้งและเจริญเติบโตโดยการกินเศษขน มูลของหมัดตัวเต็มวัยและเนื้อเยื่อต่างๆ ที่อยู่ในสภาพแวดล้อม เป็นอาหาร ตัวอ่อนของหมัดจะกลายเป็นดักแด้ และใช้เวลาประมาณไม่เกิน 10 วัน ในการพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย
ความสำคัญของหมัด
  • ทำให้เกิดโรคผิวหนังจากการแพ้น้ำลายหมัด
  • เป็นพาหะนำพยาธิตัวตืด
  • เป็นพาหะนำโรคกาฬโรคปอด
  • เป็นสาเหตุหนึ่งของภูมิแพ้ที่ผิวหนังในคน
กำจัดหมัดอย่างไรดี ?
            การกำจัดหมัดให้มีประสิทธิภาพต้องกำจัดหมัดทั้งบนตัวแมว และในสภาพแวดล้อม เพราะหมัดตัวเต็มวัยที่อยู่บนตัวแมวนั้นเป็นเพียง 5 ของประชากรหมัดเท่านั้น แล้วที่เหลืออีก 95 นั้นมันแอบซ่อนอยู่ในสภาพแวดล้อม คอยเวลาที่จะกลับขึ้นมาบนตัวแมวอีกครั้งหนึ่ง
                การกำจัดบนตัวแมวเราสามารถเลือกใช้ยาได้หลายแบบ แต่ที่เป็นที่นิยมเพราะสะดวก และปลอดภัยคือยาแบบหยดหลัง ที่มีอยู่หลายบริษัท แต่ขอแนะนำว่าควรเลือกใช้ยาจากบริษัทที่มีควรน่าเชื้อถือ และเป็นยาที่มีทะเบียนรับรองจากทาง อย. เพราะปัจจุบันมียาที่โฆษณาว่ามีสรรพคุณในการกำจัดพยาธิภายนอก เช่น เห็บ หมัด ได้ และมีราคาถูก แต่เป็นยาที่ไม่มีทะเบียน และมีผลเสียต่อตับ ไตของสัตว์อย่างมาก อีกทั้งการใช้ยาที่เป็นสารฆ่าแมลงต่างๆ ในแมวนั้น ควรที่จะได้รับคำแนะนำจากสัตว์แพทย์ เพราะยากำจัดเห็บ หมัดบางกลุ่มเป็นอันตรายในแมวถึงชีวิตได้
                การกำจัดเห็บ หมัดในสภาพแวดล้อมสามารถเลือกใช้ยาแบบสเปรย์ หรือที่นิยม คือ แบบผสมน้ำเพื่อราดในบริเวณที่แมวอาศัยอยู่ ทั้งนี้การใช้ยาควรได้รับคำแนะนำว่าเป็นยาที่สามารถใช้กับแมวได้
            การกำจัดเห็บ หมัดในสภาพแวดล้อมควรจะได้ทำเป็นประจำทุกๆ 2 สัปดาห์ จนกว่าเห็บจะหมดไปจากสภาพแวดล้อม
หวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะประสบความสำเร็จในการกำจัดเห็บหมัด ตัวร้ายในบ้านให้หมดไป แล้วพบกันใหม่สวัสดีค่ะ



ที่มา สื่อรักสัตว์เลี้ยง


อาการคันและโรคภูมิแพ้ : ปัญหาสุขภาพผิวหนังสุนัขที่พบบ่อยๆ

อาการคันในสุนัขนั้นจะสังเกตได้จากการที่สุนัขใช้ขาหลังเกา นอนเลียบริเวณที่คันหงายหลังดิ้นไถลไปมา จนถึงกัดแทะตามตัวจึงเกิดบาดแผล ฯลฯ

สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้สุนัขคันเรื้อรังนั้น แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ
กลุ่มแรกพยาธิภายนอก เช่น หมัดเห็บ,เหา,และไร ฯลฯ
กลุ่มที่สอง โรคภูมิแพ้
บรรดาพยาธิภายนอกที่ทำให้สุนัขคันเรื้อรังก็คือ หมัดและขี้เรื้อนแห้ง ซึ่งการรักษาก็ต้องกำจัดตัวพยาธิเหล่านี้ให้หมดไปจากตัวสุนัขอาการคันถึงจะทุเลาไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมหมัดนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเจ้าหมัดสุนัขนี้นอกจากทำให้คันแล้วยังส่งผลถึงปัญหาภูมิแพ้ของสุนัขอีกด้วย
กลุ่มที่สอง โรคภูมิแพ้ (Allergyl )
 โรคภูมิแพ้นั้นเป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอมภายนอกไวกว่าปกติ พบได้ถึงร้อยละ 15  ของสุนัขปกติซึ่งถือเป็นความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งเป็นโรคเฉพาะตัว ตัวหนึ่งแพ้อีกตัวหนึ่งไม่แพ้ก็ได้ในคนนั้นโรคภูมิแพ้มักมีปัญหาเกี่ยวกับระบบหายใจ เช่น  มีอาการ คัดจมูจ น้ำมูกน้ำตาไหล จาม แต่โรคภูมิแพ้ในสุนัขนั้นส่วนใหญ่มักจะมีอาการทางโรคผิงหนัง ซึ่งจะทำให้ผิวหนังอักเสบ แดง คัน และขนร่วง โดยพบได้ที่ผิวหนังสุนัขและใบหู
โรคภูมิแพ้ในสุนัขที่สำคัญ ได้แก่
·        โรคภูมิแพ้น้ำลายหมัด (Flea Allergic Dermatitis)
เป็นโรคภูมิแพ้ที่พบบ่อยที่สุดในสุนัข
·        โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy)
เป็นโรคภูมิแพ้ที่สุนัขได้รับสารก่อให้เกิดการแพ้จากอาหารที่กินเข้าไปซึ่งเกิดจากแพ้สารอาหารพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์กับคาร์โบไฮเดรต จากบรรดามันสำปะหลัง แป้ง หรือ กากถั่ว และนอกนั้นก็อาจจะแพ้พวกสารถนอมอาหารที่ใส่มาในอาหารสัตว์ วิธีแก้ไขก็ต้องเปลี่ยนอาหาร
·        โรคภูมิแพ้จากการสูดดม (Atopy)
                เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการสูดดม ไรฝุ่น,ฝุ่นละออง,ละอองเกสรดอกไม้ฯลฯ
·        โรคแพ้สัมผัส (Contact Dermatitis )
เป็นโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส ซึ่งพบบ่อยในการแพ้แชมพูที่อาบ โดยเฉพาะการใช้แชมพูของคน สบู่กรด น้ำยาล้างจาน หรือผงวักฟอกมาอาบให้สุนัข ซึ่งอาการที่พบก็คือผิวหนังสุนัขจะแดงทันทีหลังอาบน้ำ และมีอาการคันตามมา ซึ่งอาจจะต้องเปลี่ยนมาใช้แชมพูยารักษาโรคผิวหนังมาใช้สำหรับสุนัขกลุ่มนี้
การรักษาอาการคันและโรคภูมิแพ้
การให้ยาแก้คันจำพวกยาแก้แพ้ หรือสเตียรอยด์นั้น จะช่วยควบคุมอาการคันให้ลดลงได้ แต่ถ้าหากสาเหตุหลักไม่ได้ถูกแก้ไข สุนัขก็ยังคันไม่หาย เมื่อฤทธิ์ยาหมดก็จะกลับมาคันอีก ดังนั้น เราจึงต้องแก้ไขต้นเหตุทั้ง 2 กลุ่มควบคู่ไปด้วย ถึงจะหายขาด


ที่มา สื่อรักสัตว์เลี้ยง

                                                      จัดการสุนัขชอบหอน


หนทางจัดการสุนัขชอบหอน
                ถ้าสุนัขของคุณชอบเป็นนักหอนตัวยง คุณอาจจะไม่เป็นที่ต้อนรับเท่าไหร่นักสำหรับเพื่อนบ้าน คนที่ผ่านไปมาหรือเด็ก ๆ ที่ชอบเล่นอยู่ใกล้ ๆ บ้านคุณ  ซึ่งวิธีการง่าย ๆ ในการลดการหอนของสุนัขก็คือ การใช้หัวใจในการจัดการกับ สถานการณ์  ทำความเข้าใจว่าทำไมน้องหมาถึงหอน ซึ่งสาเหตุหลัก ๆ ก็เกิดมาจาก
                ความเหงา สุนัขที่ถูกปล่อยให้อยู่บ้านตัวเดียวนาน ๆ  ชอบที่จะหอนเพราะเขารู้สึกกลัว
                สภาพแวดล้อม เจ้าตูบอาจจะหอนเพราะว่าคุณสอนเขาโดยไม่รู้ตัว เช่น เมื่อเขาหอนคุณก็ให้ขนมกับเขา ทำบ่อย ๆ ครั้งน้องหมาก็จะติดเป็นนิสัย หรือเมื่อสุนัขหอนแล้ว คุณปล่อยให้เขาออกไปวิ่ง เขาก็จะทำแบบเดิมอีกเมื่ออยากได้อะไร
                ไม่ได้ออกกำลัง  การที่สุนัขไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้น้องหมามีพลังงานเหลือเฟือ และเลือกที่จะเผาพลังงานไปกับการส่งเสียงหอน ถ้าน้องหมาไม่ได้รับการออกกำลังกายบ่อย เขาก็จะหลับมากกว่าหอน
                แล้วเราจะจัดการกับน้องหมาชอบหอนได้ยังไง
1.       พาเขาออกไปเดินเล่นอย่างน้อย ๆ ๒๐ นาทีต่อวัน หรือพาเขาออกไปวิ่งเล่นเกม สุนัขที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ในสวนหลังบ้าน หรือใช้เวลาในบ้านมาก ต้องการการออกกำลังกายมากเป็นพิเศษ
2.       พาเขาไปสวนสาธารณะเป็นประจำ อย่างน้อย ๆ สัปดาห์ละครั้ง และให้เขาได้เจอกับเพื่อนสุนัขด้วยกัน เพื่อให้เขารู้จักการเข้าสังคม
3.       หาอะไรให้น้องหมาทำยามที่เขาบ้านคนเดียว แทนที่จะมัวแต่หอน คุณก็ควรจะหาอะไรให้น้องหมายุ่งเข้าไว้ เช่นการนำขนมไปซ่อนตามที่ต่าง ๆ หาของเล่นให้เขาเล่น หรือหาอะไรที่เจ้าตูบของคุณชอบมาดึงความสนใจของเขา
4.       เมื่อน้องหมาหอน คุณต้องทำให้เขาหยุดด้วยการดึงความสนใจของเขา เช่น การนำของที่เขาชอบมาหลอกล่อ หรือนำของเล่นที่ส่งเสียงได้มาเขย่า และเมื่อสุนัขหยุดหอนก็มอบขนมเป็นรางวัล ให้เขารู้ว่าการไม่หอนถือเป็นสิ่งที่ควรทำ
5.       สอนเรื่องคำสั่ง ”เงียบ” ทุกครั้งที่น้องหมาหอน คุณต้องออกคำสั่งว่า “เงียบ” หรือ “อย่าหอน” ลองถือขนมไว้ตรงจมูกของเขา ซึ่งสุนัขส่วนใหญ่จะหยุดหอนทันที เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถดมกลิ่นขนมกับหอนไปพร้อม ๆ กันได้ในคราวเดียวกัน ให้ของรางวัลเมื่อเขาหยุดหอนได้ ๓ วินาที และทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ยืดเวลาในการให้ขนมกับเขาให้นานขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละครั้ง หรือคุณอาจจะดัดแปลงสอนให้เขาหอนยามที่จำเป็นจริง ๆ ก็ได้ เพราะสุนัขที่เงียบอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก หอนได้แต่ต้องพอเหมาะพอควร
เมื่อลองทำครบทั้ง ๕ ขั้นตอนแล้ว คุณก็ไม่ต้องเผชิญสายตาตำหนิจากเพื่อนบ้านที่รำคาญเสียงของน้องหมาของคุณ คุณสามารถพาเขาออกไปไหนมาไหน และได้ใช้เวลาอยู่กับเขามากขึ้น สร้างสายใยความรักและความผูกพันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ที่มา  :  Pet Mania

เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup


                     เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup



Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup

     สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ชาว Dogilike  วันก่อนหนูนามีเวลาว่างๆ เลยนั่งเปิดรูปสุนัขตามอินเตอร์เน็ตดูเล่นๆ แล้วไปสะดุดกับเจ้าสุนัขแสนน่ารักตัวน้อยๆ หน้าตาบ้องแบ๊วมากๆ นั่งอยู่ในถ้วย เกิดกิเลสอยากเลี้ยงขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ลองหาข้อมูลดูแล้วเขาเรียกเจ้าสุนัขจิ๋วพวกนี้ว่า "สุนัขไซต์ T Cup" 
     เห็นแล้วก็อยากเลี้ยงนะคะ แต่หนูนาชักจะสงสัยแล้วสิว่า เจ้าน้องหมาจิ๋วพวกนี้ในอนาคตเขาจะโตขึ้นอีกหรือเปล่า แล้วตัวเล็กๆ แบบนี้เขาจะป่วยง่ายไหม เราจะดูแลเขายังไงดี? ... โอ้ มีคำถามมากมายในหัวแบบนี้ หนูนาว่าเรามาเริ่มหาข้อมูลเพื่อที่จะรู้จักเจ้าน้องหมาไซต์ T Cup ให้มากขึ้นดีกว่าค่ะ

ความเป็นมาของ T Cup
     จริงๆ แล้ว "T Cupเป็นคำอธิบายเกี่ยวกับขนาดของลูกสุนัขขนาดเล็กที่ถูกนำมาใช้เป็นคำโฆษณาชวนเชื่ออย่างผิดความหมาย 

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup

     คำว่า T Cup ก็คือสิ่งที่เรียกแทนขนาดของสุนัข ที่ตัวเล็กเท่านั้นเองค่ะ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ กลุ่มสแตนดาร์ด, มินิเอเจอร์ หรือทอย แต่อย่างใด เพราะ T Cup ไม่ได้รับการรับรองจากสมาคมหรือสถาบันใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศ 
     โดยสาเหตุที่ไม่ได้รับการรับรองก็เพราะ  สุนัข TCup เป็นสุนัขที่ผิดปกติ หรือลักษณะข้อด้อยทางพันธุกรรม ไม่ใช่สายพันธุ์ที่ถูกต้องที่ควรเลี้ยงไว้ สมัยก่อนในบางประเทศต้องทำลายทิ้งด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะถ่ายทอดพันธุกรรมด้อยไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน 
     และอย่างที่บอกไปข้างต้นแล้วว่า TCup เป็นสุนัขที่มีขนาดผิดปกติ ขนาดของลำตัวไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ T Cup ไม่ได้ถูกรับรอง เพราะถือว่าผิดลักษณะทางสายพันธุ์ ดังนั้นคำว่า T Cup ไม่ใช่สายพันธุ์หรือกลุ่มใดๆ ที่ถูกต้อง ในโลกนี้มีแต่ สแตนดาร์ด, มินิเอเจอร์ และทอยเท่านั้นค่ะ!!

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
 
     และจากที่เราเห็นตามโฆษณาขายสุนัขจะเห็นว่า เขาจะใช้สุนัขเด็กอายุประมาณเดือนกว่าๆ จับใส่ถ้วยและถ่ายรูปเพื่อแสดงให้เห็นว่า ตัวเล็กจนสามารถอยู่ในถ้วยกาแฟได้ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วไม่มีสุนัขตัวไหนจะอยู่ในถ้วยกาแฟได้ตลอดไปหรอกค่ะ 
     นั่นเป็นแค่เทคนิคอย่างหนึ่งที่ใช้เพิ่มความน่ารักและเพิ่มมูลค่าของสุนัข ผู้ซื้อบางรายอาจไม่รู้และคล้อยตามไปว่า เจ้าสุนัขตัวนี้คงจะตัวเล็กเท่านี้ตลอดไป คุณคิดผิดค่ะ!! และที่ว่า ชิวาวา ทีคัพ , ยอร์คเซีย ทีคัพ  ก็ไม่มีอยู่จริงค่ะ อาจจะจริงที่ตอนแรกๆ ใส่ถ้วยได้ แต่หลังจากนั้นหล่ะ  ใส่กะละมังแทนแล้วกันค่ะ (แซวๆ) ^0^

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
สุนัขในกลุ่มทอย
     มารู้จักสุนัขในกลุ่มทอย (Toy Dog) กันก่อนดีกว่าค่ะ จะมีขนาดน้ำหนักตัวโตเต็มวัยมาตรฐานอยู่ที่ 4 ถึง 7 ปอนด์ หรือ (1.8 – 3.1 kg.) ได้แก่ ชิวาวา (Chihuahua) ปอมเมอเรเนียน (Pomerania) ยอร์คเชียร์ (Yorkshire Terrier) ชิสุห์ (Shih Tzu) , พุดเดิ้ล (Poodleมี ไซค์ Toy, Miniature และ Standard เป็นต้น 
     สุนัขในกลุ่มทอย (Toy Dog) จะรวมสุนัขที่เป็นสายพันธุ์ที่มีขนาดเล็กจนถึงเล็กที่สุดในสมาคมสุนัขแห่งประเทศอเมริกา (the American Kennel Club's registry) อยู่แล้ว แต่ก็ยังมีบรีดเดอร์หรือผู้เพาะพันธุ์สุนัขบางคนอ้างว่าสุนัขของตนมีขนาดที่เล็กกว่าสุนัขในกลุ่มทอย และ เรียกสุนัขจิ๋วว่า (T Cup) นั่นเองค่ะ

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
สุนัขไซค์ T Cup
 
     จะมีน้ำหนักตัวโตเต็มวัยประมาณ 2 ถึง 4 ปอนด์ หรือ (0.9 – 1.8 kg.) มีขนาดเล็กเกินมาตรฐานพบใน ชิวาวา(Chihuahua) , ปอมเมอเรเนียน (Pomerania) ยอร์คเชียร์ (Yorkshire Terrier) ชิสุห์ (Shih Tzu) , พุดเดิ้ล(Poodleเกิดจากสาเหตุยีนส์ในร่างกายผิดปกติ บกพร่อง ผิดมาตรฐาน และไม่สามารถเข้าประกวดใดๆ ได้ จากที่กล่าวข้างต้น T Cup คือไซค์ที่เล็กกว่า Toy แบบผิดปกตินั่นเองค่ะ

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
การดูแลสุนัขไซค์ T Cup
 
     ปกติแล้วก่อนที่เราอยากจะเลี้ยงสุนัขสักตัว เราต้องศึกษาข้อมูลนั้นๆ ก่อน ยิ่งเป็นสุนัขไซส์พิเศษด้วยแล้ว ต้องทำการบ้านเป็นสองเท่า และการดูแลเป็นสองเท่าด้วยค่ะ เค้าจะเหมือนกับทารกเล็กๆ ไปไหนมาไหนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยประคบประหงม ที่สำคัญไม่สามารถทิ้งเค้าให้อยู่ตัวเดียวเป็นเวลานานๆ จะเป็นอันตรายได้ค่ะ เพราะว่าลูกสุนัขไซส์เล็ก กระดูกจะอ่อนและบอบบางไปหมด บางคนที่เลี้ยงสุนัขไซส์นี้ ถ้าไม่ระวัง เดินๆ อยู่ อาจจะเตะสุนัขโดยไม่ได้ตั้งใจ รู้ตัวอีกทีก็กระเด็นไปแล้ว 
     หรือไม่อย่างนั้นสุนัจอาจจะตกจากโต๊ะ เก้าอี้ บันได ขาหัก หรือสมองได้รับการกระทบกระเทือนได้ แถมสุนัขไซต์ T Cup ยังมีการตอบสนองไวต่อเชื้อโรคด้วย ยิ่งถ้าอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ จะยุ่งยากมากหากเป็นไข้ขึ้นมา ทางทีดีควรพาเค้าออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยให้เค้าแข็งแรงมากขึ้นค่ะ

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
พันธุกรรมของการเกิดสุนัขไซค์ T Cup
 
     การผสมพันธุ์สุนัข ต้องมองให้ลึกถึงบรรพบุรุษ ปู่ ย่า ตา ยาย ไม่ใช่จะมองแต่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ว่าไซส์ T Cupอย่างเดียว เพราะบางครั้งอาจมียีนส์ไซส์ปกติแฝงอยู่ในตัวพ่อพันธุ์ก็เป็นได้ เมื่อการผสมพันธุ์ คงไม่ 100% ชัวร์ที่จะได้ T Cup ทั้งหมดเหมือนกันทั้งคอก ในเรื่องของพันธุกรรมเป็นเรื่องที่คาดคะเนได้ยาก  และในการทำคลอดนั้น ต้องผ่าตัดอย่างเดียวคลอดเองไม่ได้ อาจเสียชีวิตทั้งหมดค่ะ

การสังเกต
     บางร้านจะเอาสุนัขยังไม่ถึง เดือนมาวางจำหน่าย และอ้างว่าเป็นไซค์ T Cup ซึ่งตรงนี้เราสามารถสังเกตจากฟันหน้า หรือฟันกรามว่าขึ้นหรือยังค่ะ และถ้าเรานำไปเลี้ยง เค้าจะไม่ค่อยแข็งแรง เนื่องจาก ถูกให้หย่านมเร็วกว่ากำหนดที่ควรจะเป็น จึงมีภูมิต้านทานโรคไม่เพียงพอค่ะ 

การให้อาหาร
     ผู้ค้าบางรายมีการบีบอาหารให้กินน้อยๆ นับเม็ดกินกันเลยทีเดียว ตัวจะได้เล็กๆ เมื่อเรารับเค้ามาแล้วปล่อยให้เค้ากินเถอะค่ะ ร่างกายจะได้ไม่แคระแกร็น กระดูกและฟันจะได้ไม่เปราะไปด้วยค่ะ

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
ปัญหาสุขภาพของสุนัขไซค์ T Cup 
     สุนัขไซส์นี้จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพหลายด้านเลยค่ะ เช่น สุขภาพร่างกายกระดูก , สุขภาพฟัน, หัวใจล้มเหลว, ขาดน้ำตาลในเส้นเลือด ฯลฯ 

ข้อดี     : ตัวเล็ก น่ารัก กระทัดรัด พกพาไปไหนสะดวก ไม่ต้องการพื้นที่มาก กินน้อยไม่เปลืองอาหาร

ข้อเสีย : ราคาแพงมากๆ เจ็บป่วย เป็นโรคง่าย เกิดอุบัติเหตุง่าย ไม่ค่อยแข็งแรง อายุสั้น เลี้ยงยาก ร่าเริงน้อย ต้องการเวลาสูง ที่สำคัญไม่เหมาะกับเด็ก

     ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลค่ะ จะชอบไซส์ไหน เล็กใหญ่ ก็ขอให้ดูแลเอาใจใส่เค้าให้ดีๆ ก็พอค่ะ เค้าจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ไม่จำเป็นต้องแค่ร์ว่า T Cup หรือไม่ก็ตาม ... "สุนัขก็คือสุนัข เป็นสิ่งมีชีวิตที่ซื่อสัตย์ และมีหัวใจ ลองมองในตาเขาดูสิ แล้วคุณจะรู้" ...

Dogilike.com :: เรื่องจริงที่หลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับสุนัข T Cup
     แต่สำหรับคนที่อยากเลี้ยงสุนัขไซส์ T CUP จริงๆ ก็สามารถมั่นใจได้ค่ะกับคอกที่ได้รับมาตรฐาน สถาบันผู้กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ต่างๆ ออกมายอมรับว่ามีผู้เพาะพันธุ์จำนวนมากพยายามจะเพาะพันธุ์ไซค์ T Cup อย่างแพร่หลาย แต่จะไม่มีการต่อต้านหรือถูกลงโทษ หากสุนัขที่กำเนิดออกมามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์  

     ทั้งนี้ บรรดาคอกสุนัขที่ได้มาตรฐานก็ไม่ได้สนับสนุนการนำลูกสุนัขที่มีความผิดปกติออกมาจำหน่าย ถือว่าเป็นจรรยาบรรณที่ดีต่อผู้ขาย ที่มีให้ผู้ซื้อค่ะ ฉะนั้นมั่นใจได้เลย 

     และตอนนี้เราก็เข้าใจอย่าละเอียดถี่ถ้วนแล้วค่ะ เป็นสุนัขน่ารัก ที่เลี้ยงยากจริงๆ คิดไปคิดมาแล้ว อาจจะไม่เหมาะกับเราก็ได้ค่ะ เพราะคงมีเวลาไม่พอที่จะดูแลเป็นพิเศษ แล้วเพื่อนๆ หละคะ พร้อมที่จะเลี้ยงเค้ากันหรือเปล่า ^0^